[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.5
องค์การบริหารส่วนตำบลอ่างทอง อ.เชียงคำ จังหวัดพะเยา
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
English Chinese (Simplified) Chinese (Traditional) French German Italian Japanese Korean Portuguese Russian Spanish Vietnamese Thai     
เมนูหลัก
ระบบสมาชิก
Username :
Password :
[ สมัครสมาชิก ] | [ ลืมรหัสผ่าน ]
สมาชิกทั้งหมด 23 คน
สมาชิกที่กำลังออนไลน์ 0 คน
ฝากข้อความ
ชื่อ :
ข้อความ

Close
:) :D :(
:o :p ;)
:| x( :~
(ตัวแสดงอารมณ์)

link banner
e-Learning

poll

   คุณคิดว่าเวปนี้เป็นอย่างไร


  1. ดีมาก
  2. ดี
  3. ปานกลาง
  4. แย่
  5. แย่มาก


blog สมาชิก
สถิติผู้เขียน blog 10 อันดับ
ajarn
[ มือใหม่ ]
3
admin
[ มือใหม่ ]
2
prayuut
[ มือใหม่ ]
2
tiptip
[ มือใหม่ ]
1
บทความ blog ล่าสุดโดย
งีบหลับเท่าไหร่ถึงจะดีที่สุดวันนี้มีคำตอบtiptip
8 ท่าอำลาเหนียง ลดคางสองชั้น เพื่อรูปหน้าสุดเป๊ะ !prayuut
วัยทำงาน เสี่ยง \"ลงพุง-ซึมเศร้า\"prayuut
Bitcoin คืออะไรajarn
ข้อมูลที่ครูต้องให้นักเรียนajarn
เช็คเครดิตบูโรสำหรับครู... เช็คได้ที่ไหน?ajarn
แผนการของ NASA ในการส่งดาวเทียมสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์admin
ผงชูรส ที่มา-วัตถุดิบ-ประโยชน์และโทษadmin
พยากรณ์อากาศ
 


  

   เว็บบอร์ด >> ห้องนั่งเล่น >>
แมนฯยูไนเต็ดได้เปลี่ยนสถานะตัวเองเป็น “ผู้ถูกล่า” บ้างแล้วหลังเอาชนะ เบิร์นลีย์  VIEW : 10    
โดย pp

UID : ไม่มีข้อมูล
โพสแล้ว : 2
ตอบแล้ว :
เพศ :
ระดับ : 1
Exp : 40%
เข้าระบบ :
ออฟไลน์ :
IP : 156.146.35.xxx

 
เมื่อ : พุธ ที่ 13 เดือน มกราคม พ.ศ.2564 เวลา 18:41:35    ปักหมุดและแบ่งปัน

“แดงเดือด” เข้าทาง “จ่าฝูงป้ายแดง”

ถึงตรงนี้แล้วไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ได้เปลี่ยนสถานะตัวเองเป็น “ผู้ถูกล่า” บ้างแล้วหลังเอาชนะ เบิร์นลีย์ 1-0 ในเกมตกค้างขึ้นนำเป็นจ่าฝูงทีมใหม่สดๆร้อนๆ

ผลงาน 11 นัดหลังไม่แพ้ใครและเป็นชัยชนะถึง 9 รวมถึงเป็นทีมเดียวที่ไร้พ่ายในเกมเยือน (ชนะ 6 เสมอ 1) เหมือนน้ำเดือดปุดๆที่รอวันระเบิด

จากที่ “นัดเยือน” คอยแบก โอเล่น กุนนาร์​ โซลชา มาตลอดตั้งแต่เปิดซีซั่นจากนั้นพอขยับขึ้นมาอยู่หัวบนตารางการตบแต่งตัวเลข “นัดเหย้า” ผลักดันทำให้นับจากนี้ ยูไนเต็ด เซ็ตมาตรฐานที่ต้องเล่นแบบ “จ่าฝูง” เพื่อโยนภาระให้ฝ่ายตาม

วันนี้เราจะเห็นว่า เบิร์นลีย์ รู้ตัวว่าไม่มีอาวุธอะไรจะไปสู้ ไม่ว่าจะพวกเลี้ยงกินตัวหรือพวกความเร็วจัด

ของดีอย่างเดียวที่มีก็คือลูกหนักและ hit and run ดังนั้นการที่เจ้าถิ่นจะให้กลางเก็บบอลนานๆเพื่อเสกหินให้เป็นทองจึงเป็นไปไม่ได้เลย

ยูไนเต็ด เองก็รู้ข้อนี้และรู้ว่าตัวเองเหนือกว่าเลยพยายามเข้าเพรสซึ่งมีโอกาสที่จะได้บอลสูงไม่ตรงกลางก็แดนหลัง(จากการสาดบอลทิ้งหวังผล)

แต่ครึ่งแรกทีมเยือนเครื่องไม่ติดเพราะ เบิร์นลีย์ เองก็นกรู้เน้นรับไม่เปิดพื้นที่แนวหลังทำให้พวกตัวความเร็วจัดๆหายเกลี้ยง จะเปิดบอลยาวให้วิ่งสุดท้ายบอลก็เลยเข้ามือผู้รักษาประตู

จน “ปีศาจาแดง” เริ่มคลำหาทางโจมตีหลักได้นั่นคือเปิดบอลจากนอกกรอบเขตโทษแล้วใช้ คาวานี่ กับ หมาก และ แรชฟอร์ด รอเก็บตกซึ่งต้นตำหรับบอลยาวอย่าง เบิร์นลีย์ มีลนลานให้เห็นก่อนหมดเวลา 45 นาที

หลังพักครึ่งแน่นอนครับ “น้าโอเล่” สั่งลุยแหลก เราจึงได้เห็นการปูพรมพับสนามของ “ปีศาจแดง” เรียกว่าครึ่งแรกยังพอชวนทะเลาะแต่ครึ่งหลังหลังพิงเชือกโดนทีมเยือนกดอยู่ข้างเดียว

การเล่นแบบนี้ก็เหมือนเชื้อเชิญให้ ยูไนเต็ด กระสันอยากเบิกสกอร์มากขึ้นกว่าเดิมหลังปักธงไว้แล้วว่าก่อนแดงเดือดต้อง “จ่าฝูง” ด้วยการทิ้ง 3 แต้มเท่านั้น

ก่อนมาสำเร็จผลในนาทีที่ 70 ต้องให้เครดิตคนเปิดคือ มาร์คัส แรชฟอร์ด ที่ใจเย็นนิ่งกับบอลมองก่อนแล้วตักให้ พอล ป็อกบา ที่วอลเลย์ตามน้ำจังหวะเดียวหายไปเลย

ข้อสังเกตคือช่วงหลังมานี้ บรูโน่ จากที่เคยแบกจนหลังแอ่นเริ่มเฟดตัวเองแต่จังหวะพอดีกับ พอล ป็อกบา ที่เคยถูกเร้ดอาร์มี่สาปส่งกลายมาเป็นเดอะ แบกแทนไปแล้ว

นอกจากประตูชัยที่ทำได้ แกยังขยันในเกมรับและเสียบอลยากทำให้การตั้งบอลสมูธ

2 เหตุการณ์ที่เป็นประเด็นให้พูดถึงและอาจเป็นจุดเปลี่ยนของเกมคือจังหวะที่ แมนฯยูไนเต็ด เกือบมีตัวผู้เล่นมากกว่าหลัง ร็อบบี้ เบรดี้ เสียบ เอดิสัน คาวานี่ จังหวะหลุดเดี่ยว

ตามกฏถ้าทำโปรเฟสชั่นนอลฟาว์ลนอกเขตโทษคือใบแดงสถานเดียวแต่ที่ทำให้จังหวะนี้ถูก “ยก” เพราะก่อนหน้านั้นไม่กี่วินาทีมีจุดเกิดเหตุที่ เควิน เฟรนด์ แกปล่อยให้ “play on” จนเกิดการประท้วง

เป็นจังหวะที่ ลุค ชอว์ เสียบ โยอันน์ กุ๊ดมึนด์สสัน โดยที่หลายคนมองกันไปคนละอย่างแต่ลูกลักษณะนี้ดูจากภาพช้าจะไม่จับฟาว์ลมันยากมากครับ

คือ ชอว์ เสียบโดนบอลแค่เฉี่ยวๆแต่เปิดปุ่มยันไปที่ข้อเท้าของ กุ๊ดมึนด์สสัน

ถ้าแฟน “ปีศาจแดง” ถามว่าแล้วต้องเข้ายังไงถึงไม่ให้ฟาว์ล ผมคิดว่าการเข้าในลักษณะกวาดขาแล้วใช้หลังเท้าปะทะบอลแบบนี้โดนทั้งบอลทั้งคนยังไงก็ “fair tackle” แน่นอน

อีกเหตุการณ์เกิดขึ้นในนาที 35 จากจังหวะที่ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ กระโดดโขกพังประตูขึ้นนำ 1-0 ซึ่งตอนนั้นผมคิดในใจทันทีเรากำลังได้ “จ่าฝูงทีมใหม่”

แต่สุดท้ายผู้ตัดสิน “ริบ” ข้อหา “กด” แนวรับฝั่งตรงข้าม

ผมเห็นการทำประตูแบบนี้หลายลูกและส่วนใหญ่เป็นประตูเพียงแค่ ยูไนเต็ด แอบโชคร้ายที่ timing มันผิดไปนิดเดียว

ผิดตรงที่ แม็คไกวร์ แกวิ่งมาจากด้านหลัง(ค่อนข้างไกล)และขึ้นเร็วไปเสี้ยววินาทีก่อน เอริก ปีเตอร์ส ที่กำลังเทคตัวจนผู้ตัดสินมองว่าไปกระโดดกดทำให้คู่ต่อสู้เทคขึ้นไม่ได้

ถ้าเปลี่ยนเป็น ปีเตอร์ส แกเทคขึ้นพร้อมๆกันผมคิดว่าลูกนี้เป็นประตูแน่ๆ

แต่อย่างที่บอกครับด้วยการที่ แม็คไกวร์ แกวิ่งมาด้วยความเร็วจากด้านหลังถ้ายืนจับคู่(เช่นเตะมุม)แล้วเทคกดผมว่าผู้ตัดสินให้แน่ๆ

เอาละครับการขึ้นนำเป็น “จ่าฝูง” ของ ยูไนเต็ด นอกจากชิงความได้เปรียบในเรื่องตำแหน่งที่มั่นแล้วมันส่งผลสำคัญต่อเกม “แดงเดือด” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะมันทำให้ “หงส์แดง” ไม่มีทางเลือกต้องเอาชนะทีมของ โอเล่ ใน แอนฟิลด์ ให้ได้เพื่ออย่างน้อยหลังพ้นสุดสัปดาห์นี้แต้มต้องเท่ากันเอาไว้ก่อน หาใช่กลับออกไปโดยเป็นผู้ตาม

แบบนี้เข้าทาง “ปีศาจแดง” เต็มแข้งแน่นอนครับ

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า แมนฯ ยูไนเต็ด เล่นนอกบ้านอย่างโหดเพราะตั้งใจรับแล้วรอสวนคล้ายๆกับ สเปอร์ส ของ โจเซ่ มูรินโญ่

ทีนี้ลองหันมาดู “หงส์แดง” ที่สภาพแนวรับคู่กลางช้าเป็นเรือเกลือแบบนี้สุ่มเสี่ยงมากครับ

และถ้าเทียบปอนด์ต่อปอนด์ เกมรับ(ผี) vs เกมรุก (หงส์) ณ เวลานี้ความมั่นใจต่างกันฟ้ากับเหว ยิ่งตอนนี้การจับคู่กันของ เอริค ไบยี่ และ แม็คไกวร์ แน่นปั๊กได้ทันเวลาอีกต่างหาก

ครับ มาถึงตรงนี้แล้วเราต้องหลีกทางให้ “เร้ดอาร์มี่” ที่สงบเสงี่ยมทนดูทีมอื่นถากถางมาหลายเดือนได้เฉิดฉายเต็มที่กับผลงานของทีมรักเพราะมาแรงจนต้องยอมเขาจริงๆ…

สนับสนุนโดยเว็บไซต์ Betufa